วันจันทร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2555

การเดินทาง เพื่อความดี ตอนที่ ๖


ทำสิ่งที่ควรทำ เว้นสิ่งที่ควรเว้น

การเดินทางร่วมกับทีมงานแพทย์อาสา สู่บ้านแม่ลายใต้ อ.ฮอด จ.เชียงใหม่


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++





ผู้เฒ่าอาวุโสแห่งบ้านแม่ลายใต้

วิน คนหนุ่มเล่าให้ฟังว่า นี่เป็นปู่ที่ในอดีต เคยเป็นผู้นำชุมชนกะเหรี่ยงโป 
ขณะนั้นได้มีฝรั่งเข้ามาเผยแผ่ศาสนา แล้วถ่ายภาพนี้ไว้ให้เป็นที่ระลึก





แม้แดดจะแผดจ้า 
แต่ความหนาวเย็น และลมดูจะทำให้แดดนั้นลดความร้อนแรงไปมากมาย
แต่สิ่งที่ยังมีอยู่เท่าเดิม
คือความแรงของรังสียูวีที่โลมไล้ผิวหน้าสาว ๆ ชาวกะเหรี่ยงโปให้แห้งกร้าน 
ผ่านวัน ผ่านเดือน ผ่านปี คนละไม่ใช่น้อย
ณ วันนี้ เราจึงเห็นริ้วรอยแห่งกาลเวลาได้ชัดเจน
บนใบหน้าที่หยาบกร้าน ได้ฉาบทาด้วยรอยยิ้มแห่งมิตรไมตรี
ใสซื่อ จริงใจ อบอุ่น เป็นกันเอง กับทุกคน
เธอ และเขาเหล่านี้ ได้ทำให้ เรา...
ได้ตระหนัก..ว่า
บนเขาสูง หน้าผาชัน ปกคลุมด้วยแมกไม้
อาบไอด้วยความหนาวเย็น ซุกซ่อนสิ่งสวยงามไว้มากมาย 
น่าค้นหา
..
..
แม้เวลาเพียงน้อย เราก็อิ่มเอมใจ
..
ขอบคุณ จากใจ จริง ๆ













เหล่าผู้อาวุโสแห่งชมชน กระเปรี่ยงโป
ขณะกำลังตรวจรักษาอยู่นั้นก็ได้บันทึกภาพผู้อาวุโสไว้
เพื่อเป็นที่ระลึกแห่งการพบกัน 
ด้วยรอยยิ้มที่เป็นมิตร ทำให้ทีมงานรู้สึกอบอุ่นยิ่งนัก







      

วันศุกร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2555

การเดินทาง เพื่อความดี ตอนที่ ๕

ทำสิ่งที่ควรทำ เว้นสิ่งที่ควรเว้น

การเดินทางร่วมกับทีมงานแพทย์อาสา สู่บ้านแม่ลายใต้ อ.ฮอด จ.เชียงใหม่


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


     การ่ตรวจได้เริ่มขึ้นหลังจากไปถึงไม่นาน  สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ขอล่ามมาช่วยแปลให้ด้วย เพราะภาษากะเหรี่ยงโป เป็นภาษาที่ไม่เคยได้ยินเลย และเดาคำก็ไม่ได้

ขั้นตอนแรก ชั่งน้ำหนัก วัดความดัน ซักประวัติ ก็ต้องอาศัย น้องเชน เป็นล่ามช่วยแปลคำพูดของคุณตาท่านนี้ให้ คุณเกิ้ง ฟัง และแปลคำพูดของคุณเกิ้งให้คุณตาฟัง ถึงจะสามารถสื่อสารกันได้










     ขั้นตอนต่อมาคือพบป้าหมอแต๋ม เพื่อวินิจฉัย ให้การรักษา ก็ต้องมีล่ามอีกคนเช่นกัน

     การตรวจรักษาก็เป็นเพียงเบื้องต้นเท่านั้น หากพบว่าต้องรับการรักษาที่มากขึ้นก็จะแนะนำให้ไปโรงพยาบาลต่อไป

     ท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็นการจะเปิดผ้าเพื่อตรวจก็ต้องทำด้วยความระมัดระวัง และตรงนี้ก็เป็นที่เปิดโล่งอีกด้วย






แม้ตอนจ่ายยา ก็ต้องมีล่ามอีก ๑ คน เพื่อช่วยอธิบายการทานยาให้ถูกต้อง



     เนื่องจากเป็นเวลาใกล้เที่ยงทีมงานจึงต้องเติมพลังกันก่อนแบบง่าย ๆ สบาย ๆ ไม่ต้องมีโต๊ะ เก้าอี้ ให้ยุ่งยาก เป็นเพิงพักที่ ๑ หมอ กับ ๒ พยาบาล ทานมื้อเที่ยงกันอย่างมีความสุข อร่อยที่สุด บนดอยที่สูงที่หนาวเย็น


                                     

จากการตรวจเบื้องต้น พบว่าส่วนใหญ่จะเป็นโรคปวดหลัง ปวดกล้ามเนื้อ แขน ขา
ป้าหมอแต๋มเลยต้องโชว์ลีลาการยกสิ่งของที่ถูกต้อง ตบท้ายด้วยท่าบริหารร่างกาย
เพื่อป้องกันการปวดหลัง งานนี้หนุมานคลุกฝุ่นเรียกพี่เลยครับ



 นี่ก็เป็นอีกท่าเพื่อป้องกัน และแก้ไขอาการปวดหลัง
สาวน้อย หนุ่มน้อย บนดอยนี่มีอาชีพเกษตรกรรมที่ต้องแบก หาม ยก สิ่งของอยู่เป็นประจำ
เมื่อให้ทำตาม ก็ยังมีอาการเขินอายอยู่
น้องหนูที่เป็นล่ามยืนอยู่ข้าง ๆ ก็เขินอายเช่นกัน
ป้าหมอแต๋ม จัดหนัก จัดเต็ม จริง ๆ

การเดินทาง เพื่อความดี ตอนที่ ๔

ทำสิ่งที่ควรทำ เว้นสิ่งที่ควรเว้น

การเดินทางร่วมกับทีมงานแพทย์อาสา สู่บ้านแม่ลายใต้ อ.ฮอด จ.เชียงใหม่


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


     ช่วงสายหลังมื้อเช้า ออกเดินทางสู่บ้านแม่ลายใต้ อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ โดยมีน้องดรีมกะน้องเอกขับ Honda Jazz นำทาง



     น้องดรีม ลูกสาว น้องเอก ลูกเขยของพี่เฟีย มีหนุ่มน้อยดลเป็นโซทองคล้องใจ  เป็นครั้งแรกที่เห็นครอบครัวเดียวกันมี ๓ ศาสนา แม่=อิสลาม  พ่อ=พุทธ  ลูก=คริสต์   แต่ทั้งหมดอยู่ร่วมกันเป็นปกติ น่ารักมาก


     จากบ้านพี่เฟียถึง อ.ฮอด 98 กม.ขับแบบสบาย ๆ แวะเติมแก๊สแถว อ.จอมทอง ก่อนขึ้นดอย ต้องเตรียมความพร้อมเรื่องเชื้อเพลิงเต็มที่ทั้งน้ำมันและแก๊ส
     
     ระหว่างทางช่วง ตัว อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ ไปทาง อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ได้พบเห็นพระธุดงค์เดินอยู่ริมทาง คุณอ้วน จารุวรรณ ก็ขอให้จอดรถแล้วนำหมวกไหมพรมที่ลงมือถักเอง ไปถวายพระ ตรงนั้นเป็นช่วงโค้งจอดรถไม่ได้จึงต้องเลยไปไกลพอสมควร
     ต้องซูมภาพเข้ามาจนสุดจึงเห็นได้เท่านี้ และคนถ่ายก็มือสั่นด้วย อากาศตอนนี้เริ่มน้อยกว่า 20 แล้ว
     คุณทรง ถึงกะโผล่หน้าต่างออกมาลุ้นเพื่อนอ้วน เพราะต้องวิ่งลงเขาไปเกินร้อยเมตร และช่วงนั้นก็มีรถวิ่งตามมาตลอดเวลา

     เส้นทางจาก อ.ฮอด ไป อ.แม่สะเรียงคดเคี้ยวมาก โดยจะเลียบไปตามลำน้ำ 18 กม. ทางเล็กที่รถต้องต่อคิววิ่งกันเลยทีเดียว ถ้ามีรถใหญ่วิ่งช้านำ ก็ต้องทำใจให้เย็น ๆ ตามไปด้วย  ช่วงต้นอยู่ระหว่างขยายทาง และบูรณะใหม่ ทำให้การเดินทางช่วงแรกช้าหน่อยแต่ก็สนุกตื่นเต้นไปกับเส้นทางที่สวยงามที่เรียกว่าไม่มีใครกล้าหลับเลยเชียว  (ไม่รู้ว่ารอบ ๆ สวย หรือกลัว)








     ถึงบ้านแม่ลายใต้ ก็ ๑๑ โมง ๒๐ อากาศก็เย็นลงอีกต่ำกว่า ๒๐ องศา

     เค้าตั้งเต๊นท์ไว้รอจึงถอยรถชิดแล้วเปิดท้ายเพื่อนำยาลงมาจัด และมีบางส่วนจัดไว้ที่ท้ายรถเพื่อความสะดวกในการหยิบ






   

   สภาพการทำงานค่อนข้างจะเฮฮาปาร์ตี้ ทุกคนช่วยกันคนละไม้คนละมือน่ารักมาก ที่เห็นด้านหลังสุดนั่นเป็นเวทีที่เขาเตรียมไว้สำหรับกิจกรรมทางศาสนาคริสต์      ที่หมู่บ้านนี้เป็นคริสต์กันทั้งหมด     และทีมงานแพทย์อาสา ๖ คนเป็นพุทธ แต่เราก็ทำงานช่วยเหลือกันได้สนิทใจ เพราะเราเริ่มต้นความคิดจากการ  ให้ 




    เดินสำรวจสถานที่
ชาวบ้านเริ่มมารวมตัวกันที่เต๊นท์
     ที่เวทีก็ตกแต่งด้วยป้ายอิงค์เจ็ทขนาดใหญ่สวยงาม นับว่าเทคโนโลยีช่วยทำให้งานง่ายขึ้นเยอะ
     ดนตรี เครื่องเสียง พร้อม เย็นนี้จะมีกิจกรรมของพี่น้องชาวคริสต์ที่หมู่บ้านแม่ลายใต้


การเดินทาง เพื่อความดี ตอนที่ ๓


ทำสิ่งที่ควรทำ เว้นสิ่งที่ควรเว้น

การเดินทางร่วมกับทีมงานแพทย์อาสา สู่บ้านแม่ลายใต้ อ.ฮอด จ.เชียงใหม่


++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


ลังจากแวะสักการะพระธาตุหริภุญชัย จ.ลำพูน กันแล้ว ก็เดินทางต่อ จนถึงตัวเมืองเชียงใหม่ช่วงเย็น เชียงใหม่วันนี้ต่างจากวันวานที่เคยมาเมื่อปี 2541 อย่างมาก ถนนเลี่ยงเมืองที่เป็นวงแหวน ก็มีอุโมงลอดทุกแยก ทำให้การเดินทางสะดวกขึ้น ถ้าจะเข้าในตัวเมืองจริง ๆ ก็ติดขัดเหมือนกรุงเทพฯไงงั้น




     ถึงบ้านพี่เฟีย เพื่อนพี่สาวของป้าหมอแต๋ม ก็เกือบห้าโมงเย็น บนเนื้อที่เกิน 1 ไร่ บ้านสงบร่มเย็น อบอวลด้วยมวลไม้ดอกนานาชนิด แข่งกันส่งกลิ่นหอมยั่วยวลใจ 
     
     ได้แนะนำตัวทีมงานกับสมาชิกบ้านพี่เฟียกันถ้วนหน้าแล้วก็เข้าที่พัก ซึ่งเป็นโรงแรมที่อยู่ไม่ไกลจากที่นี่เกิน 100 เมตรนิดหน่อยก็ถึงแล้ว












โรงแรม B2 Black (สาขา) ดูสะอาดสะอ้านน่าพัก ด้านหน้าติดคลองชลประทาน ด้านหลังมองเห็นดอยสุเทพได้ชัดเจน  


     โรงแรมนี้เป็นการออกแบบที่ค่อนข้างแนวสมัยใหม่ ใช้โทนสีดำ เทา ดูเคร่งขรึม ผนัง เพดาน ก็ใช้เป็นปูนซิเมนต์ขัดมัน เก๋ไก๋ไปอีกแบบ เพิ่งเปิดได้ประมาณ 3 เดือน ดูหลาย ๆ อย่างก็ยังใหม่อยู่










มุมมองจากชั้น 8  ซึ่งเป็นห้องมุม เห็นทั้งสองด้าน เป็นคลองชลประทานที่อยู่รอบนอกเมืองเชียงใหม่ ด้านซ้ายมือไปทางสนามกีฬา 700 ปี ส่วนด้านขวาไปทางตัวเมือง และทางแยกไปดอยสุเทพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่




บรรยากาศประตูท่าแพยามค่ำคืน คราคร่ำไปด้วยผู้คน
ซึ่งตอนแรกตั้งใจว่าจะไปเดินเป็นพญาน้อยชมกาด(ตลาด)ซะหน่อย
ให้สาว ๆ เค้าลงไปดูกันก่อน แต่พอวนหาที่จอดรถไม่ได้ก็เปลี่ยนแผนใหม่
เป็นรับสาว ๆ แล้วข้ามแม่น้ำปิงที่สะพานนวรัฐไปหาอาหารอร่อย ๆ ทานกันดีกว่า



     สะพานนวรัฐ มีประวัติระบุว่าเป็นสะพานไม้ข้ามแม่น้ำปิงสะพานที่สอง สะพานแรก คือ สะพานไม้ที่ข้ามระหว่าง ตลาดต้นลำไย  กับ วัดเกตุการาม ดังเมื่อปี พ.ศ. 2440 เมื่อนายปิแอร์ โอร์ต นักกฎหมายชาวเบลเยียมเดินทางมาเมืองเชียงใหม่และบันทึกเกี่ยวกับสะพานข้ามแม่น้ำปิงว่า "…เชียงใหม่ไม่ใช่เมืองเก่าแก่มากนัก (เมื่อเทียบกับเมืองในยุโรป) แบ่งออกเป็น 2 เขต แต่ละเขตมีกำแพงสูงราว 3-4 เมตร และมีป้อมสูงที่แต่ละมุมกำแพง ตัวเมืองตั้งอยู่บนฝั่งขวาของแม่น้ำ ส่วนบนฝั่งซ้ายก็มีอาคารสำคัญๆ ตั้งอยู่ มีสะพานไม่สวยงามทอดเชื่อมระหว่างสองฝั่งแม่น้ำ สะพานนี้มีเสา 14 ต้น ระหว่างที่ข้าพเจ้าพำนักอยู่ในเชียงใหม่สะพานนี้โยกคลอนเนื่องจากถูกท่อนไม้ซุงที่มากับกระแสน้ำดัน"
     สะพานนี้เป็นสะพานข้ามแม่น้ำปิงที่เชียงใหม่แห่งแรกทำด้วยไม้สัก สร้างโดยนายชี้กหรือหมอชี้ก ราวปี พ.ศ. 2433 ใช้การต่อมาหลายสิบปีจนพังลงเมื่อปี พ.ศ. 2475 หมอชี้กผู้นี้มีประวัติน่าสนใจไม่ใช่น้อย จากนักสอนศาสนาที่มีอุดมการณ์มุ่งมั่นกลับกลายเป็นนักธุรกิจค้าไม้สักที่มุ่งด้านผลกำไรเป็นหลัก ต่อมามีประวัติในด้านการสร้างฮาเร็มในเมืองเชียงใหม่อีกด้วย
     ส่วนสะพานนวรัฐนั้นคงสร้างหลังปี พ.ศ. 2433 ชื่อ "นวรัฐ" ตั้งเพื่อเป็นเกียรติแก่เจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์สุดท้าย
     สมัยที่พระยาอนุบาลพายัพกิจได้รับแต่งตั้งไปรับตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ระหว่างทางต้องมาพักเตรียมตัวเดินทางในเมืองเชียงใหม่ได้บันทึกเกี่ยวกับสะพานนวรัฐ สะพานแห่งที่สองไว้ว่า "สะพานนวรัฐที่สร้างด้วยไม้นี้ ต่อมาได้เกิดเพลิงไหม้สะพาน ทางราชการจึงสร้างสะพานเหล็กลำลองพอให้รถวิ่งข้าไปมาได้ เมื่อรถไฟมาถึงเชียงใหม่ในปี พ.ศ. 2464 จึงมีการรื้อสะพานไม้เดิมแล้วสร้างสะพานเหล็กขึ้นแทน"

     สะพานเหล็กแห่งนี้ใช้มาจนถึงปี พ.ศ. 2510 จึงรื้อสะพานเหล็กและสร้างเป็นสะพานอนกรีตเสริมเหล็กใช้เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน 





     บรรยากาศริมแม่น้ำปิงที่เย็นสบาย เราทิ้งประตูท่าแพไว้เบื้องหลัง ไม่แยแสแม้แต่น้อย เพราะหากเรายังดึงดันที่จะเดินกันต่อ คงต้องไหลตามคลื่นมหาชนที่มาร่วมงานถนนคนเดินวันอาทิตย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตรงกับวันคริสต์มาสด้วย พี่น้องชาวคริสต์ก็กำลังเฉลิมฉลองกันมากมาย รวมถึงชาวอื่น ๆ ก็ร่วมแสดงความยินดีด้วยเช่นกัน

  ที่น่าประทับใจคือปลานิลตัวใหญ่ที่ย่างอย่างประณีตบรรจง จนเราทานอย่างอื่นกันหมดแล้ว ตั้งท่าว่าจะกลับที่พักแล้วแหละ ถึงได้มาให้ยลโฉมกัน   ก็ไม่ผิดหวัง สมกับที่รอคอย อร่อย เนื้อนุ่ม เหมาะสำหรับคน 6 คนเป็นอย่างยิ่ง ใช้เวลานิดหน่อยก็เหลือแต่ก้างกับหนังให้น้ำลายสอกันต่อ

     จบไปอีกมื้อหนึ่งของการเดินทาง


     เช้าวันที่ 26 ธ.ค.54 ท่ามกลางอากาศที่เย็นสบายเราตื่นกันแต่เช้า ออกมาร่ำลาหน้าโรงแรมที่พัก แล้วก็แวะไปรับอาหารเช้าที่บ้านพี่เฟีย ซึ่งงานนี้เจ้าภาพจัดเต็มสำหรับคนใต้(กทม.) โดยเฉพาะ

ไม่ว่าจะเป็น ไส้อั่ว แหนม น้ำพริกหนุ่ม ผัก งา น้ำพริกอ่อง ข้าวเหนียวขาว และข้าวเหนียวดำ มีให้เลือกตามอัธยาศัย ตบท้ายด้วยกาแฟร้อน ๆ และปาท่องโก๋ตัวยาวเป็นศอก อิ่มหนำสำราญกันถ้วนหน้า


     ที่พี่เฟียห่วงมากคือคนขับรถ ย้ำแล้วย้ำอีกว่าห้ามกินข้าวเหนียวเยอะ เดี๋ยวง่วง จะขับรถไม่ได้ ระหว่างทางขึ้นดอยคดเคี้ยวเต็มไปด้วยหุบเหว


    แต่พี่เฟียไม่รู้อยู่อย่างหนึ่ง คือ ภูมิต้านทานเรื่องข้าวเหนียวของเราดีมาก 5555


จบตอนที่ 3 ด้วยดอกไม้แสนสวยที่บ้านพี่เฟีย






วันอังคารที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2555

การเดินทาง เพื่อความดี ตอนที่ ๑

ทำสิ่งที่ควรทำ เว้นสิ่งที่ควรเว้น
การเดินทางร่วมกับทีมงานแพทย์อาสา สู่บ้านแม่ลายใต้ อ.ฮอด จ.เชียงใหม่


!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

     เป็นเรื่องที่อยู่ในใจเสมอมา  ครั้งนี้ก็เช่นกัน ได้รับโอกาสจาก พญ.ธนีนาถ ตรีรัตน์วีรพงษ์ (ป้าหมอแต๋ม)  ให้ร่วมเดินทางไปกับแพทย์อาสา สู่บ้านแม่ลายใต้ อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ วันที่ ๒๕-๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๔

     เรากำหนดกันว่่าออกเดินทางวันที่ ๒๕ ซักประมาณตีสี่ ระหว่างทางก็แวะชมนกชมไม้ไปเรื่อย ๆ ถึงเชียงใหม่ก็ช่วงเย็น ๆ พักซักคืนแล้วเช้า ๒๖ ก็ค่อยเดินทางขึ้นดอยทำกิจกรรมกัน แล้วนอนพักค้างคืนกับชาวบ้าน วันรุ่งขึ้น ๒๗ ก็ค่อยกลับโดยแวะชมโครงการหลวงอินทนนท์กันก่อน

จัดทั้งเวชภัณฑ์และสิ่งของพร้อมก่อนเดินทาง

     เตรียมความพร้อมทั้งยาน้ำ ยาเม็ดอุปกรณ์ทำแผล เครื่องวัดความดัน ชุดตรวจ เครื่องชั่งน้ำหนัก แบบฟอร์มบันทึกประวัติ ครบถ้วน

     สำหรับความจำเป็นส่วนตัว เสื้อผ้ารวมถึงถุงนอนที่ขาดไม่ได้เลย บนดอยหนาวมาก ผมจึงต้องเสริมด้วยผ้าห่มและเสื้อกันหนาว หนา ๆ

     ๐๔.๑๕ น. เราเริ่มเดินทางจาก ร.พ.ตากสิน ด้วยรถ ๗ ที่นั่ง โตโยต้า อินโนว่า รุ่นท๊อป ที่นั่งสะดวกสบาย กับผู้โดยสาร ๖ คน คือ คุณหมอแต๋ม คุณทรง คุณอ้วน(จารุวรรณ) คุณเกิ้ง น้องยุ้ย และผมซึ่งเป็นโชเฟอร์หลัก  โดยคาดว่าจะไปทานอาหารเช้ากันแถว นครสวรรค์ หรือกำแพงเพชร

     เป็นการเดินทางที่ปลอดโปร่ง เราขึ้นทางด่วนไปจนสุดที่ถนนวงแหวนตะวันตก เลี้ยวเข้าถนนสายเอเซีย จากเดิมที่เราคาดว่าถนนจะเสียหายขับลำบาก แต่ผิดคาด ทำความเร็วได้จนถึง ๑๔๐

เติมแก๊ส 


     ๐๖.๕๖ น.แวะเติมแก๊สกันที่นครสวรรค์ช่วงเลยไปกำแพงเพชร เนื่องจากว่ายังเช้าอยู่ จึงเดินทางกันต่อ อากาศก็กำลังสบาย แบบต้องใส่เสื้อกันหนาวกันแล้ว

     ราคาแก๊สก็จะเพิ่มขึ้นตามระยะทางที่ห่างจาก กทม. รถคันนี้ถังบรรจุ ๕๘ ลิตร แต่เติมจริงก็แค่ ๔๘-๔๙ ลิตรเท่านั้นเพื่อความปลอดภัย



ถึง แยกสลกบาตร อ.ขาณุวรลักษณ์บุรี จ.กำแพงเพชร เป็นตลาดเช้า สภาพทั่วไปเป็นตลาดที่วางเสริมบนถนนคู่ขนาน  มีของกินของใช้มากมาย แต่ร้านนั่งกินมีน้อย เลยต้องแวะร้านข้าวมันไก่ ต้มเลือดหมู พอประทังไปก่อน

แล้วก็อดไม่ได้ที่่จะแจกลูกโป่งเด็ก ๆ แถวนี้



บันทึกวีดีโอ สอนบิดลูกโป่ง


ถึงฟาร์แกะ hug you แวะบันทึกความสวยงามของที่นี่ และก็บันทึกวีดีโอสอนการทำลูกโป่ง ได้ป้าหมอแต๋ม เป็นผู้ช่วยกิตติมศักดิ์ คอยถือลูกโป่ง มีเด็กเล็ก ๆ มารอรับอยู่ด้วยคลิปวีดีโอบน Youtube
http://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=w7x7VBS

มีสาวน้อยเป็นตากล้อง โดยใช้มือถือ มือก็อาจจะสั่นไหวไปบ้างแต่ก็ได้บรรยากาศดี
หนุ่มน้อยที่รอลูกโป่ง







      นี่คือหนุ่มน้อยเมืองแพร่ กับคุณแม่ที่รอลูกโป่งอย่างใจจดใจจ่อระหว่างรอจะชี้ไปที่ลูกโป่งหัวใจสีแดง ตอนส่งให้ก็ยังงง ๆ อยู่เลย
 
     เด็ก ๆ ถ้าได้รับการเอาใจใส่เป็นพิเศษ เมื่อเติบโตขึ้นเขาก็จะมีภูมิต้านทานที่ดี

     เด็กทุกคนต้องการสิ่งนี้ครับ






สาว ๆ กับแกะ
และกฎ กติกา มารยาท
ของประดาแกะทั้งหลาย
๑.ห้ามผสมพันธ์กันในเวลาทำงาน
๒.ห้ามแย่งหญ้าจากมือลูกค้าเด็ดขาด
๓.เมื่อรับหญ้าจากลูกค้าแล้วให้ยิ้ม
และกล่าวคำว่าขอบคุณทุกครั้ง
หากไม่ปฏิบัติตามจะถูกหักค่าแรง ๑๐%

การเดินทาง เพื่อความดี ตอนที่ ๒

 ทำสิ่งที่ควรทำ เว้นสิ่งที่ควรเว้น

การเดินทางร่วมกับทีมงานแพทย์อาสา สู่บ้านแม่ลายใต้ อ.ฮอด จ.เชียงใหม่


     หลังจากที่แวะชมฟาร์มแกะกันแล้ว ต่อมาก็เป็นเป้าหมายแรกที่วางกันไว้


     พระธาตุลำปางหลวง อ.เกาะคา จ.ลำปาง โดยก่อนแวะชมก็พักรับประทานอาหารกัน ที่ตลาดเกาะคา ต้องทำใจเรื่องของความเร็ว เพราะที่นี่เค้าไม่ค่อยเร่งรีบกันเท่าไหร่ จะแตกต่างกับคน กทม.ที่รีบเร่งไปทุกหย่อมหญ้า คนมีรถก็ต้องรีบไปแต่เช้าเพื่อให้ได้ที่จอดรถ คนไม่มีรถก็ต้องไปแต่เช้ารถจะได้มีที่ว่างให้นั่ง คิดไปแล้วก็น่าสงสารคน กทม.ซะจริง ๆ




ด้านหน้าพระธาตุลำปางหลวง
    
      ตามธรรมเนียมที่จะต้องถ่ายภาพร่วมกัน โดยมีฉากหลังเป็นพระธาตุลำปางหลวง ตรงนี้เป็นสระน้ำ และตลาดของที่ระลึก ลานจอดรถ ร้านอาหาร เป็นบริเวณที่ใหญ่มาก สำหรับรับนักท่องเที่ยวมาแวะชม สักการะ องค์พระธาตุ 


     จุดเด่นอีกอย่างคือพระธาตุกลับหัว ที่เป็นภาพตกสะท้อนบนผืนผ้าขาว เห็นพระธาตุกลับบน-ล่าง  ผลเกิดจากการหักเหของแสง ไม่ได้เป็นปาฎิหารย์แต่อย่างใด






อุโบสถวัดพระธาตุลำปางหลวง










     ด้านข้างจะเป็นอุโบสถวัดพระธาตุลำปางหลวง 
มีลวดลายสวยงามเน้นสีเหลืองทอง กับพื้นสีแดง ลักษณะที่สะดุดตาก็คือ ความช่างคิดของช่างทำลวดลาย เค้าสามารถจะใส่ลวดลายได้ในทุกพื้นที่ จนดูเต็มไปหมด ก็แปลกตาไปอีกแบบ
     ตรงราวบันไดก็เป็นพญานาคตัวใหญ่ เกล็ดสีทองเหลืองอร่ามเชียว
    ดูจากสีแล้ว เข้าใจว่าเป็นการบูรณะขึ้นมาใหม่ 
ด้านข้างจะมีชมรมผู้สูงอายุ อ.เกาะคาทำกิจกรรมต่าง ๆ กันอยู่  แสงแดดตอนเกินเที่ยงนี่แรงจริง ๆ




ศาลาด้านหน้าองค์พระธาตุ



     เดินขึ้นบันไดไป พอพ้นประตูก็จะเห็นด้านหน้าของ
ศาลาหน้าองค์พระธาตุ ทำด้วยไม้ทั้งหลัง ลวดลาย
สลักเสลาสวยงาม เป็นศิลปะล้านนา











ภายในศาลาด้านหน้าองค์พระธาตุ
















พระธาตุลำปางหลวง

พระธาตุลำปางหลวง ตั้งอยู่ที่บ้านลำปางหลวง ต.ลำปางหลวง อ.เกาะคา จ.ลำปาง โดยมีพระบรมธาตุลำปางหลวงเป็นเจดีย์ทรงกลมแบบล้านนา มีฐานกว้างด้านละ ๑๒ วา สูง ๒๒ วา ๒ ศอก ยอดฉัตรทำด้วยทองคำ มีกำแพงแก้วลูกกรงสัมฤทธิ์ยอดดอกบัวล้อมเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส องค์พระเจดีย์ภายนอกบุด้วยแผ่นทองเหลืองทองแดงติดทองคำเปลว เรียกว่า ทองจังโก แผ่นโลหะเหล่านี้มีลายสลักดุนเป็นลายประจำยามแบบต่าง ๆ ไม่ซ้ำกันแม้แต่แผ่นเดียว เป็นแบบอย่างลวดลายศิลปะล้านนาไทยที่ประมวลกันอยู่มากที่สุด ณ ที่เดียวกัน ภายในองค์พระเจดีย์บรรจุเส้นพระเกษา และพระอัฐิธาตุพระนลาฎข้างขวา พระอัฐิธาตุพระศอลำคอด้านหน้าด้านหลัง ที่พระกุมาระกัสสปะเถระเจ้า และพระเมขิยะเถระเจ้าอัญเชิญมาประดิษฐานไว้ องค์พระบรมธาตุเจดีย์ได้รรับการบูรณะซ่อมแซมจากเจ้าผู้ครองนครลำปางมาหลายยุคหลายสมัย โดยครั้งหลังสุดบูรณะเมื่อปี พ.ศ.๒๐๓๙ เจ้าหาญศรีอัตตะเป็นผู้บูรณะตราบจนปัจจุบัน



วันพฤหัสบดีที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน

คุณภาพแห่งชีวิต ปฏิทินแห่งความหวัง 
จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
                                                                                                       

ศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์       
                                                     
      เมื่อผมอยู่ในครรภ์ของแม่ ผมต้องการให้แม่ได้รับประทานอาหารที่เป็นคุณประโยขน์ และได้รับความเอาใจใส่ และบริการอันดีในเรื่องสวัสดิภาพของแม่และเด็ก ผมไม่ต้องการมีพี่น้องมากอย่างที่พ่อแม่ผมมีอยู่ และแม่จะต้องไม่มีลูกถี่นัก
    

 พ่อกันแม่จะแต่งานกันถูกกฎหมายหรือธรรมเนียมประเพณีหรือไม่ ไม่สำคัญ แต่สำคัญที่ พ่อกับแม่ต้องอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข ทำความอบอุ่นให้ผมและพี่น้อง
      

ในระหว่าง ๒ - ๓ ขวบแรกของผม ซี่งร่างกายและสมองผมกำลังเติบโตในระยะที่สำคัญ ผมต้องการให้แม่ผมกับตัวผมได้รับประทานอาหารที่เป็นคุณประโยชน์
    

 ผมต้องการไปโรงเรียน พี่สาวหรือน้องสาวผมก็ต้องการไปโรงเรียน จะได้มีความรู้หากินได้ และจะได้รู้คุณธรรมแห่งชีวิต ถ้าผมมีสติปัญญาเรียนชั้นสูง ๆ ขึ้นไปก็ให้มีโอกาสเรียนได้ ไม่ว่าพ่อแม่ผมจะรวยหรือจน จะอยู่ในเมืองหรือชนบทแร้นแค้น
   

  เมื่อออกจากโรงเรียนแล้ว ผมต้องการงานอาชีพที่มีความหมาย ทำให้ได้รับความพอใจว่าตนได้ทำงานเป็นประโยชน์แก่สังคม
 

    บ้านเมืองที่ผมอาศัยอยู่จะต้องมีขื่อ มีแป ไม่มีการข่มขู่ กดขี่ หรือประทุษร้ายกัน ประเทศของผมควรจะมีความสัมพันธ์อันชอบธรรม และเป็นประโยชน์กับโลกภายนอก ผมจะได้มีโอกาสเรียนรู้ถึงความคิด และวิชาของมนุษย์ทั้งโลก และประเทศของผมจะได้มีโอกาสรับเงินทุนจากต่างประเทศมาใช้เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม


     ผมต้องการให้ชาติของผมได้ขายผลิตผลแก่ต่างประเทศด้วยราคาอันเป็นธรรม ในฐานะที่ผมเป็นชาวไร่ชาวนา ผมก็อยากมีที่ดินของผมพอสมควรสำหรับทำมาหากิน มีช่องทางได้กู้ยืมเงินมาขยายงาน มีโอกาสรู้วิธีการทำกินแบบใหม่ ๆ มีตลาดดี และขายสินค้าได้ราคายุติธรรม


     ในฐานะที่ผมเป็นกรรมกร ผมก็ควรจะมีหุ้นมีส่วนในโรงงาน บริษัท ห้างร้านที่ผมทำอยู่


     ในฐานะที่ผมเป็นมนุษย์ ผมก็ต้องการอ่านหนังสือพิมพ์และหนังสืออื่น ๆ ที่ไม่แพงนัก จะฟังวิทยุ ดูโทรทัศน์ก็ได้โดยไม่ต้องทนรบกวนจากการโฆษณามากนัก


     ผมต้องการสุภาพอนามัยอันดี และรัฐบาลจะต้องให้บริการป้องกันโรคแก่ผมฟรี กับบริการการแพทย์ รักษาพยาบาลอย่างถูกอย่างดี เจ็บป่วยเมื่อใดหาหมอพยาบาลได้สะดวก


     ผมจำเป็นต้องมีเวลาว่างสำหรับเพลิดเพลินกับครอบครัว มีสวนสาธารณะที่เขียวชะอุ่ม สามารถมีบทบาทและชมศิลปะ วรรณคดี นาฏศิลป์ ดนตรี วัฒนธรรมต่าง ๆ เที่ยวงานวัด งานลอยกระทง งานนักขัตฤกษ์ งานกุศลอะไรก็ได้พอสมควร


     ผมต้องการอากาศบริสุทธิ์สำหรับหายใจ น้ำดื่มบริสุทธิ์สำหรับดื่ม


     เรื่องอะไรที่ผมเองไม่ได้ หรือได้แต่ของไม่ดี ผมก็จะขอความร่วมมือกับเพื่อนฝูงในรูปสหกรณ์ หรือสโมสร หรือสหภาพ จะได้ช่วยซึ่งกันและกัน
 

    เรื่องที่ผมจะเรียกร้องข้างต้นนี้ ผมไม่เรียกร้องเปล่า ผมยินดีเสียภาษีอากรให้ส่วนรวมตามอัตภาพ


     ผมต้องการโอกาสที่มีส่วนในสังคมรอบตัว ผมต้องการมีส่วนในการวินิจฉัยโชคชะตาทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมของชาติ


     เมียผมก็ต้องการโอกาสต่าง ๆ เช่นเดียวกับผม และเราสองคนควรจะได้รับความรู้และวิธีการวางแผนครอบครัว


     เมื่อแก่ ผมและเมียก็ควรได้รับประโยชน์ตอบแทนจากการประกันสังคม ซึ่งผมได้จ่ายบำรุงตลอดมา


     เมื่อจะตาย ก็ขออย่าให้ตายอย่างโง่ ๆ อย่างบ้า ๆ คือ ตายในสงครามที่คนอื่นก่อให้เกิดขึ้น ตายในสงครามกลางเมือง ตายเพราะอุบัติเหตุรถยนต์ ตายเพราะน้ำหรืออากาศเป้นพิษ หรือตายเพราะการเมืองเป้นพิษ


     เมื่อตายแล้วยังมีทรัพย์สมบัติเหลืออยู่ เก็บไว้ให้เมียผมพอใช้ในชีวิตของเธอ ถ้าลูกยังเล็กอยู่ก็เก็บไว้เลี้ยงให้โต แต่ลูกที่โตแล้วไม่ให้ นอกนั้นรัฐบาลควรเก็บไปหมด จะได้ใช้เป้นประโยชน์ในการบำรุงชีวิตของคนอื่น ๆ บ้าง
  

   ตายแล้วเผาผมเถิด อย่าฝัง คนอื่นจะได้มีที่ดินอาศัยและทำกิน และอย่าทำพิธีรีตองในงานศพให้วุ่นวายไป


     นี่แหละคือความหมายของชีวิต นี่แหละคือการพัฒนาที่จะควรให้เกิดขึ้นเพื่อประโยชน์ของทุกคน สุดท้ายนี้ขอขอบพระคุณท่านทั้งหลายที่อุตส่าห์อ่านมาจนจบ ขอความสุขสวัสดีและสันติสุขจงเป้นของท่านทั้งหลาย และพระท่านกล่าวไว้ดังนี้เกี่ยวกับความสวัสดี
"เราตถาคตไม่เห็นความสวัสดีอื่นใดของสัตว์ทั้งหลายนอกจากปัญญา เรื่องตรัสรู้ ความเพียร ความสำเร็จอินทรีย์ และความเสียสละ"

วันพุธที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ข้าวมันไก่ แสนอร่อย ครูอ้วน ชวนรู้


ครูอ้วน ชวนรู้

ข้าวมันไก่ 
ใครว่ายาก ?


ผมเคยขายข้าวมันไก่มา 8 ปี ล่าสุดอยู่ที่ตลาดรถไฟธนบุรี (ศาลาน้ำร้อน) ตอนนี้หยุด เพราะเหนื่อย มาทำงานอยู่บ้าน ลุงพร ชอนอาชีพ นำเรื่องของผมไปลงในหนังสือคู่มือทำกิน เคล็ดลับจากครู และเส้นทางเศรษฐี


     คืออย่างนี้ครับ  สูตรทั้งหมดนี้ผมเขียนตามที่ผมทำขายนะครับ ใครจะลดลงกี่ส่วนก็หารตามนั้นข้าวมันไก่จะแบ่งเป็นส่วน ๆ คือ

  1. ข้าวมัน
  2. ไก่ต้ม
  3. ไก่ทอด
  4. น้ำจิ้มไก่ต้ม
  5. น้ำจิ้มไก่ทอด
  6. น้ำซุป
  7. ผัก

ขอเริ่มข้าวมันก่อนแล้วกัน

  • ข้าวหอมมะลิ  6 กก. ผมใช้ข้าวหอมมะลิ 100 % เก่า 1 ปี หรือปีกว่า (2 ปีไม่ได้ เก่าเกินจะกระด้าง)   ห้ามซาวน้ำ ถ้าซื้อข้าวถุงก็ให้ดูที่อัตราส่วน ถ้าเขียนว่า ข้าว 1 ส่วน ต่อน้ำ 1.5 ส่วนละก็ใช้ได้
  • น้ำเปล่า 9 กก.
  • เกลือ    4  ช้อนโต๊ะพูน (ใช้ช้อนก๋วยเตี๋ยวสั้น)  เกลือถุงที่เขาขายแพ็คละ 10 ถุง  ถ้าแบบ ถ้าเกลือปรุงทิพย์จะเค็มเกิน


  • น้ำตาลทรายแดงแบบเม็ด  7 ช้อนพูน   ทรายขาวหวานเกิน และไม่ดีต่อสุขภาพด้วย
  • ใบเตย  3 กำ (กำละ 1 ต้น)
  • มันไก่ 3 กระบวย (ขนาด 4 นิ้ว)   ใช้มันไก่ 1 กก.ล้างน้ำแล้วนำมาตั้งไฟเจียวพร้อมใบเตย 2 กำ   พอสังเกตว่ามันเริ่มเหี่ยวมากแล้วก็ใส่หอมแดงซอยซัก 7 - 8 หัว  ลงไปเจียวต่อจนหอมเปลี่ยนเป็นสีเหลืองก็ให้ช้อนกากทั้งหมดทิ้ง เหลือไว้แต่น้ำมันไก่
  • กระเทียมบดแบบไม่มีเปลือก 4 ช้อนพูน



ทีนี้ก็ขั้นตอนการหุง

     ใช้หม้อไฟฟ้าขนาด 7 ลิตร ตั้งน้ำเปล่า 9 กก. พร้อมใส่เกลือ 4 ช้อนพูน น้ำตาลทรายแดง 7 ช้อนพูน ใบเตย 3 กำ   ระหว่างรอน้ำเดือดก็ตั้งกระทะ ใส่น้ำมันไก่ 3 กระบวย กระเทียมบด 4 ช้อนพูน   เจียวจนกระเทียมเริ่มเหลือง ก็ใส่ข้าวหอมมะลิ 6  กก.ลงไปผัดจนเม็ดข้าวเริ่มร้อน

     น้ำเดือดแล้ว ก็เทข้าวที่ผัดลงไป
คนข้าวช้า ๆ ไปทางเดียวกัน ระวังอย่าให้ติดก้นหม้อ
พอน้ำเริ่มงวดอาจจะใช้ไม้พายคนต่อก็ดีจะง่ายกว่า
ให้คนจนน้ำแห้งไม่เดือด ก็เกลี่ยข้าวให้เสมอกันสวยงาม ปิดฝา
ทิ้งไว้ 15 นาที เปิดฝาโดยยกขึ้นตรง ๆ แล้วนำน้ำที่ติดฝาหม้อทิ้งข้างนอก อย่าให้ไหลลงหม้อเดี๋ยวข้าวแฉะ
ใช้ไม้พายคนแบบพลิกจากข้างล่างขึ้นบน เป็นการกลับจากบนลงล่าง และจากล่างขึ้นบนทั้งหม้อ
เสร็จก็เกลี่ยข้าวให้เสมอปิดฝาต่ออีก 15 นาที
ครบแล้วก็เปิดฝาทิ้งน้ำเหมือนเดิม
คราวนี้จะได้ข้าวมันที่ทั้งหอมและอร่อย

ผมใช้จานเมลามีนขนาด 10 นิ้ว ค่อย ๆ ตักข้าวใส่กระติกน้ำแข็งแบบพลาสติกเกรด A  พักไว้
เอาหละ วันนี้แค่นี้ก่อน ง่วงแล้ว

จำไว้ว่าถ้าหุงน้อยกว่านี้ก็ลดลงตามส่วน ขอให้สนุกกับการหุงข้าวมัน

มาว่่าต่อเรื่องน้ำจิ้มไก่ต้ม
ยังยืนยันเหมือนเดิม ผมเขียนตามที่ผมขาย ใครอยากทำแค่ไหนก็ปรับตามอัตราส่วนนะครับ
ขนาดหม้อเบอร์ 40 เกือบเต็ม

1.ขิงแก่  3 กก
2.พริกแดงเด็ด 1 กก.
3.กระเทียมดองพร้อมน้ำ 1/2 กก.
4.กระเทียมไทย  6 ขีด
5.เต้าเจี้ยวเด็กสมบูรณ์สูตร 1     2 ขวดใหญ่
6.ซอสหวานเด็กสมบูรณ์อย่างดี  1 ขวดใหญ่
7.ซีอิ๋วขาวสูตร 5 เด็กสมบูรณ์     4 ขวดครึ่ง
8.น้ำส้มสายชูกลั่น 5 %    1,400 ซีซี
9.น้ำตาลปี๊บอย่างดี   1 กก.
10.น้ำตาลทรายแดงอย่างเม็ด  6 ขีด
11.ใบเตย  3 กำ (กำละต้น)
12.น้ำเปล่า  2.5 กก.
วิธีทำ
ขิงแก่เกลาส่วนทีเสียทิ้ง ไม่ต้องปอกเปลือก ล้างให้สะอาดพักไว้ 1 วัน
แล้วหั่นเป็นชิ้นเล็กขนาดที่เครื่องปั่นไม่ทำงานหนัก
กระเทียมใช้กระเทียมไทยกลีบเล็กหอมกว่า คัดส่วนที่เสียทิ้ง ไม่ต้องปอกเปลือก

น้ำเปล่า + น้ำตาลปี๊บ + น้ำตาลทรายแดง + ใบเตย
ตั้งไฟให้เดือดซักพัก ยกลงตักใบเตยทิ้ง พักไว้ให้เย็น

ปั่นตามลำดับ
เต้าเจี้ยว ปั่นละเอียด
พริกแดง ปั่นหยาบ
กระเทียม + กระเทียมดอง ปั่นละเอียด น้ำกระเทียมดองทั้งหมดเทลงหม้อน้ำตาล
ขิง ปั่นหยาบ
เทรวมในหม้อน้ำตาล
ซอสหวาน
ซีอิ๋วขาว
น้ำส้ม
ผงชูรส 6 ช้อนก๋วยเตี๋ยว (ใส่หรือไม่ใส่ก็ได้ตามอัธยาศัย)
คนให้เข้ากัน ชิมรส ให้ออก 3 รส เปรี้ยว หวาน เค็ม เท่านี้ก็ใช้ได้

ปกติเมื่อเสร็จแล้ว ผมจะตักใส่ถุงซุปขนาด 8 นิ้ว  ขนาดนี้ได้ 10 ถุง หรือ 15 ลิตร
ถึงเวลาใช้ก็แกะถุงเทใส่โถแล้วคน
เวลาจะตักแบ่งก็ให้คนทุกครั้ง ไม่งั้นจะมีรสใดรสหนึ่งหายไปอยู่ถ้วยอื่นไม่รู้ด้วย
น้ำซุป กับการต้มไก่
ผมใช้หม้อซุปช่องเดียวเบอร์ 50
ใส่น้ำหม้อหูเล็กเบอร์ 24     7 หม้อ
เครื่องปรุงซุป
1.น้ำตาลทรายแดงเม็ด  6 ช้อน
2.เกลือ 2 ถุง (ไม่ใช่ปรุงทิพย์)
3.ผงชูรส  3 ช้อน
4.รสดีไก่  1 ช้อนพูน
5.ซอสภูเขาฝาเขียว  1/2 กระบวย
6.ซีอิ๋วขาวสูตร 5   1 กระบวย
7.ใบเตย  3 กำ (กำละ 1 ต้น)

ตั้งไฟแรงให้น้ำเดือดก็เริ่มต้มไก่ได้
ไก่มี
1.ไก่ตอนเนื้อนุ่มอร่อยขนาด 3 - 3.5 กก.ต่อตัวกำลังดี
2.ไก่แก่ หรือไก่เหนียว เป็นไก่ไข่ที่เค้าปลดระวางแล้ว เนื้อหนังเหนียว ต้มนาน
3.ไก่อ่อน หรือไก่เนื้อ เป็นไก่ที่เลี้ยง 45 วันแล้วจับขายขนาด 2.5 - 3.0 กก.กำลังดี
4.ไก่บ้าน เป็นไก่พันธุ์พื้นเมืองที่เขาเลี้ยงให้มันออกกำลังกายตามบ้าน เนื้อจะเหนียวคล้ายไก่แก่
ผมเคยขายไก่ตอน  ราคาสูงมากเลยเปลี่ยนมาเป็นไก่เนื้อ
สั่งไก่ตัวมาแล้วปกติทางร้านจะทำมาให้เสร็จแล้ว เราเพียงแต่ล้างทำความสะอาดเท่านั้น
แยกเครื่องในไว้ต้มต่างหากพร้อมเลือด เพราะกลิ่นจะแรงมาก

เมื่อน้ำเดือดแล้วก็ให้นำไก่ตัวลงจุ่มจนน้ำท่วมตัว และน้ำเข้าไปในตัวไก่เต็ม แล้วยกขึ้นให้น้ำออกให้หมด
จุ่มลงใหม่อีก ทำอย่างนี้ 20 - 25 ครั้ง เพื่อให้น้ำร้อนเข้าไปลวกในตัวไก่จะได้สุกอย่างทั่วถึง
ปิดฝาหม้อทิ้งไว้ 15 นาที ลดไฟลงเหลือไฟกลาง ต้มต่ออีกประมาณ 30 นาที
แต่ถ้าไก่ตัวใหญ่มากก็เพิ่มเป็น 40 นาที
ระหว่างนี้ก็เตรียมน้ำราดไก่โดยช้อนมันไก่ที่ลอยขึ้นมาใส่หม้อเบอร์ 24 ไว้ประมาณครึ่งหม้อ ใส่เกลือ 2 ถุง
เมื่อไก่สุกแล้วก็นำขึ้นมาแช่ในน้ำเย็นก่อน แล้วตักน้ำราดไก่ราดให้ทั่วตัวแขวนขึ้นตู้พักไว้รอขาย
การเลาะไก่
เริ่มจากตัดคอก หัว และขาช่วงหัวเข่าลงไป แยกไว้
จับไก่คว่ำหันคอเข้าหาตัวเราเลาะปีกทั้งสองข้าง
จับไก่หงายท้องหันขาเข้าหาตัวเลาะช่วงสะโพกทั้งสองข้างซึ่่งจะติดน่องด้วย
หันด้านคอเข้าหาตัวเราอีกครั้งเลาะหน้าอกทั้งสองข้างโดยเริ่มจากส่วนปลายเข้ามาหาคอ
ที่เหลือก็เลาะตามอัธยาศัย ทั้งปีก สะโพกน่อง หน้าอก
เมื่อเลาะออกมาแล้วให้แช่น้ำราดไก่แป๊บเดียวก็เอาขึ้นวางรอเตรียมแล่เป็นชิ้น ๆ

ไก่ทอด
1.สะโพกเลาะกระดูก  1 กก.
2.น้ำตาลทรายแดงเม็ด 2 ช้อนพูน
3.รสดีไก่ 1 ช้อนปาด
4.ซอสภูเขาฝาเขียว 12 เหยาะ
คลุกเคล้าให้เข้ากันทิ้งไว้ประมาณ 1/2 ชั่วโมง
ใส่แป้งทอด UFM  1 ถ้วยน้ำเปล่า 1/2 ถ้วยคลุกให้ทั่ว
5.เกล็ดขนมปัง FarmHouse
นำไก่ชิ้นลงคลุกเกล็ดขนมปังให้ทั่วพักไว้ ทำจนครบ

ตั้งน้ำมันปาล์มกะว่าให้ท่วมชิ้นไก่พอร้อนขนาดทิ้งเกล็ดขนมปังลงไปแล้วฟู
ก็ให้เริ่มวางไก่ลงทอด ใช้ไฟกลาง พอขอบเริ่มเหลืองก็กลับด้าน
ทอดให้เหลืองขนาดเริ่มออกส้มหน่อย
นำขึ้นพักไว้ให้วางตะแคง เพื่อให้น้ำมันหยดลงตามขอบ
ก็จะได้ไก่ที่กรอบนอก นุ่มใน พร้อมทาน
สำหรับน้ำจิ้มก็ใช้น้ำจิ้มไก่ทอดทั่ว ๆ ไปได้ทันที

วันอาทิตย์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2553

โรคสมาธิสั้น

โรคสมาธิสั้น Attention Deficit Hyperactivity Disorder (ADHD)
โดย ชมรมจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นแห่งประเทศไทย
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
 
โรคสมาธิสั้นคืออะไร
 
     เป็นกลุ่มอาการในเด็กที่มีปัญหาพฤติกรรม สมาธิสั้น ซนอยู่ไม่นิ่ง หุนหันพลันแล่น ยับยั้งตัวเองได้ลำบาก แสดงออกมาได้เป็น 3 กลุ่มคือ
  1. กลุ่มอาการของสมาธิ เช่น ทำกิจกรรมอะไรไม่ได้นาน ทำงานไม่เสร็จ ทำงานผิดบ่อย ๆ ไม่ใส่ใจรายละเอียด ขี้ลืมทำของหายเป็นประจำ เป็นต้น
  2. กลุ่มอาการซนไม่อยู่นิ่ง เช่น ยุกยิก อยู่ไม่เป็นสุข ลุกเดินในห้องเรียน วิ่ง ปีนป่าย เล่นแรง รอคอยไม่ได้ พูดมาก พูดแทรก เป็นต้น
  3. กลุ่มที่พบอาการร่วมกันทั้ง 2 แบบ อาการจะเกิดในหลายสถานที่ไม่ใช่เฉพาะที่โรงเรียนหรือที่บ้าน และเริ่มมีอาการตั้งแต่ก่อน อายุ 7 ปี เห็นอาการได้ชัดเจน ในช่วงชั้นประถมปีที่ 2 - 3 เนื่องจากเป็นช่วงวิชาเรียนมีความยาก และต้องการความใส่ใจในการเรียนมากขึ้น
สาเหตุ   
     เป็นความผิดปกติของการทำงานทางสมอง เช่น โรคลมชักภาวะน้ำแรกคลอดน้อยในทารกแรกเกิด เป็นต้น เกี่ยวข้องกับพันธุกรรม ทำให้ยับยั้งหรือควบคุมตนเองไม่ดี และไม่ได้เกิดจากการเลี้ยงลูกที่ไม่ดี
อุบัติการณ์
     ประมาณร้อยละ 5 ในเด็กวัยเรียน ถ้าห้องเรียนมีนักเรียน 50 คน สามารถพบเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นได้ 2 - 3 คน
การวินิจฉัย
     อาการสมาธิสั้นเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น เลี้ยงดูตามใจ ไม่ฝึกวินัย สติปัญญาต่ำ เบื่อหน่าย ติดตามการเรียนไม่ทัน มีปัญหารบกวนจิตใจ เป็นต้น ดังนั้นการตรวจประเมินหาสาเหตุจึงเป็นสิ่งสำคัญ และต้องใช้ข้อมูลด้านการเรียนและพฤติกรรมในห้องเรียน ร่วมกับข้อมูลจากทางบ้าน และการสังเกตพฤติกรรมในห้องตรวจประกอบกันในการวินิจฉัย
การรักษา
  1. การให้ความรู้แก่พ่อแม่และคุณครูเพื่อให้เข้าใจการดำเนินโรค ข้อจำกัดของเด็ก
  2. การใช้ยาเพื่อช่วยให้มีสมาธิในการเรียนได้นานขึ้น
  3. การปรับพฤติกรรมที่บ้าน โดยเฉพาะพฤติกรรมที่ขัดขวางการเรียนรู้
  4. การช่วยเหลือในห้องเรียน
     ภายใต้การช่วยเหลือที่เหมาะสม เด็กที่มีภาวะสมาธิสั้นก็สามารถประสบความสำเร็จในการเรียน เป็นเด็กดี และประสบความสำเร็จในชีวิตได้ตามศักยภาพเช่นกัน
ขอบคุณข้อมูลจาก คลินิกกระตุ้นพัฒนาการ ร.พ.ตากสิน
ข้อมูลเพิ่มเติม  www.rcpsycht.org 

พ่อขอโทษ




พ่อขอโทษ












.....ที่



- ไม่ได้อุ้มท้องลูกเอง ทำให้แม่ต้องเหนื่อยตั้ง 9 เดือน


- วันลูกคลอดพ่อไม่ได้เข้าไปอยู่ด้วย

- พ่อทนรอลูกไม่ได้นาน ต้องขอลูกมาเลี้ยงเองตั้งแต่ยังไม่ถึงวัน

- พ่อจับลูกแรงไปนิด ดูซิเนื้อลูกอ๊อนอ่อน

- พ่อเผลอหลับเลยไม่รู้ว่าลูกฉี่ หรือหิวนม

- พ่อนั่งหลับคากาละมังซักผ้าอ้อมลูก

- พ่อทำอะไรไม่ถูกเวลาลูกร้องไม่หยุด

- ตอนลูกไม่สบายมากพ่อไม่มีรถยนต์เอง ต้องเรียกแท๊กซี่ที่ขับช้าที่สุดในโลกเลย

- หลายวันที่พ่อต้องกระเตงลูกขึ้นรถเมล์ไปทำงานด้วย

- ไปเรียนวันแรกลูกร้องไห้พ่อก็แอบน้ำตาคลอ

- พ่อมัวแต่ไปทำงานเลยไม่ได้สอนการบ้านลูกตอนเย็น

- เงินเดือนพ่อน้อยต้องขอนมโรงพยาบาลมาให้ลูก

- บ้านเราไม่ค่อยมีของเล่น พ่อเลยต้องเป็นวัว ควาย ช้าง ม้า ให้ลูกขี่

- พอลูกเริ่มโตพ่อก็ให้ลูกเข้าได้แค่โรงเรียนปานกลางเท่านั้น

- เสื้อผ้า ของเล่น ของใช้ลูกก็เกรดย่อม ๆ 

- มหาวิทยาลัยก็ของรัฐ 

- บ้านอยู่พ่อก็หาได้แค่ทาวน์เฮาส์

ตั้งแต่ลูกเกิดจนถึงวันนี้ 24 ปีแล้ว

ถึงมีเรื่องมากมายที่ต้องขอโทษลูก


แต่พ่อก็รักลูกทั้งสองของพ่อมากที่สุดในโลกเท่ากันทุกวัน
5 ธ.ค.53